Belllazy's Blog











{ธันวาคม 6, 2010}   Photopeach

ABOUT ME on PhotoPeach

http://photopeach.com/public/swf/story.swf



{พฤศจิกายน 15, 2010}   ตอบคำถาม

                         ตอบคำถาม

    

       1.CMS ย่อมาจากคำว่าอะไร มีชื่อที่แปลเป็นภาษาไทยว่าอย่างไร

ตอบ   CMS ย่อมาจากคำว่า Content Management System แปลเป็นภาษาไทยว่า  เป็นระบบที่นำมาช่วยในการสร้างและบริหารเว็บไซต์แบบสำเร็จรูป

        2.หน้าที่ของ CMS คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร

ตอบ   มีหน้าที่จัดการเนื้อหาของเว็บไซต์ และมีประโยชน์คือเพื่อช่วยลดทรัพยากรในการพัฒนา(Development) และบริหาร(Management)เว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกำลังคน ระยะเวลา และเงินทอง ที่ใช้ในการสร้างและควบคุมดูแลเว็บไซต์

        3. CMS ที่มีชื่อเสียง นอกจาก Joomla แล้วมีอะไรอีก ให้บอกมา 3 ชื่อ

ตอบ    1. wordpress.com

            2. e107.org

           3. xoops.org

        4.Joomla มีข้อดีแตกต่างจาก CMS ประเภทอื่นๆ อย่างไรบ้าง

ตอบ   มีระบบการจัดการเนื้อหาที่มีรูปแบบสากล การปรับแต่งหน้าตาของเว็บไซต์ทำได้ง่าย   เพราะ joomla ถูกออกแบบมาให้รองรับกับเทคโนโลยีการออกแบบเว็บไซต์สมัยใหม่ ไม่ ว่าจะเป็นการรองรับ Flash หรือ GIF Animation

        5. Joomla เวอร์ชันล่าสุด คือเวอร์ชันอะไร

ตอบ   เวอร์ชัน1.5.22  แต่เวอร์ชัน 1.6 กำลังทดลองอยู่

        6.Appserv คืออะไร มีหน้าที่และประโยชน์อย่างไร

ตอบ   คือโปรแกรมที่รวบรวมเอา Open Source Software หลายๆ อย่างมารวมกัน จุดประสงค์             หลักของการรวมรวบ Open Source Software เหล่านี้เพื่อทำให้การติดตั้งโปรแกรม     ต่างๆให้ง่ายขึ้น และเพื่อลดขั้นตอนการติดตั้งที่แสนจะยุ่งยากและใช้เวลานาน

         7.ทำไมเราต้องใช้ Appserv ควบคู่ไปกับการทำเว็บด้วย Joomla

ตอบ    เพราะ  appserv เป็นโปรแกรมที่จะทำให้เครื่องคอมของเราเป็นเว็บเซิฟเวอร์ได้อย่างง่าย ซึ่งเหมาะสำหรับการฝึกฝนทดลองทำเว็บก่อนจะจะนำเข้าสู่พื้นที่โฮสจริง
      
         8.หาเว็บไซต์ที่สร้างด้วย Joomla มาให้ครูอย่างน้อย 3 เว็บ

ตอบ        1.www.tupl.ac.th     2.www.wordpress.com   3.www.SMF.com



{พฤศจิกายน 1, 2010}   Content Management System : CMS

Content Management System : CMS

      Content Management System : CMS คือ ระบบที่พัฒนา คิดค้นขึ้นมาเพื่อช่วยลดทรัพยากรในการพัฒนา(Development) และบริหาร(Management)เว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกำลังคน ระยะเวลา และเงินทอง ที่ใช้ในการสร้างและควบคุมดูแลไซต์ โดยส่วนใหญ่แล้ว มักจะนำเอา ภาษาสคริปต์(Script languages) ต่างๆมาใช้ เพื่อให้วิธีการทำงานเป็นแบบอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็น PHP, Perl, ASP, Python หรือภาษาอื่นๆ(แล้วแต่ความถนัดของผู้พัฒนา) ซึ่งมักต้องใช้ควบคู่กันกับโปรแกรมเว็บเซิร์ฟเวอร์(เช่น Apache) และดาต้าเบสเซิร์ฟเวอร์(เช่น MySQL)
    ลักษณะเด่นของ CMS ก็คือ มีส่วนของ Administration panel(เมนูผู้ควบคุมระบบ) ที่ใช้ในการบริหารจัดการส่วนการทำงานต่างๆในเว็บไซต์ ทำให้สามารถบริหารจัดการเนื้อหาได้อย่างรวดเร็ว และเน้นที่การ จัดการระบบผ่านเว็บ(Web interface) ในลักษณะรูปแบบของ ระบบเว็บท่า(Portal Systems) โดยตัวอย่างของฟังก์ชันการทำงาน ได้แก่ การนำเสนอบทความ(Articles), เว็บไดเรคทอรี(Web directory), เผยแพร่ข่าวสารต่างๆ(News), หัวข้อข่าว(Headline), รายงานสภาพดินฟ้าอากาศ(Weather), ข้อมูลข่าวสารที่น่าสนใจ(Informations), ถาม/ตอบปัญหา(FAQs), ห้องสนทนา(Chat), กระดานข่าว(Forums), การจัดการไฟล์ในส่วนดาวน์โหลด(Downloads), แบบสอบถาม(Polls), ข้อมูลสถิติต่างๆ(Statistics) และส่วนอื่นๆอีกมากมาย ที่สามารถเพิ่มเติม ดัดแปลง แก้ไขแล้วประยุกต์นำมาใช้งานให้เหมาะสมตามแต่รูปแบบและประเภทของเว็บไซต์นั้นๆ

 ตัวอย่างของเว็บที่สร้างจาก CMS

· Slashdot=>พัฒนาด้วย Perl
· Zope=>พัฒนาด้วย Python
· PHP-Nuke =>พัฒนาด้วย PHP

·
Joomla =>พัฒนาด้วย PHP **** ได้รับความนิยมมากในปัจุบัน
 

Joomla

           Joomla คือโปรแกรม open source ที่เป็นระบบบริหารจัดการเนื้อหาเว็บไซต์ (Web Content Management Systems: CMS) ซึ่งถูกพัฒนาด้วย PHP และใช้ฐานข้อมูลของ MySQL ในการเก็บข้อมูล มีเทคนิคการเขียนโปรแกรมขั้นสูงภายใต้มาตรฐาน XHTML สามารถทำงานได้หลายแพลตฟอร์มที่รองรับ PHP และ mySQL ทั้งนี้ Joomla ได้ถูกพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องจากทีมพัฒนาที่มีอยู่ทั่วโลก ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา โดยระยะเริ่มต้น Joomla! ได้มุ่งเน้นเพื่อใช้ในการพัฒนา Coporate Website หรือเว็บไซต์ของบริษัทและองค์กรต่างๆ รวมไปถึงเว็บ Intranet ภายในหน่วยงาน โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ความสวยงามของรูปแบบที่ดูเป็นสากล รวมถึงความง่ายต่อการใช้งานของทั้งผู้พัฒนาและผู้เข้าชมเว็บไซต์ ซึ่งให้ความรู้สึกแตกต่างจาก CMS ทั่วไป ตรงที่คุณสามารถออกแบบและสร้างหน้าตาของเว็บไซต์ (Template) ได้ตามต้องการ  และเนื่องจากการพัฒนา Joomla  ที่มีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปัจจุบันมีเครื่องมือเสริมหลายตัวที่ช่วยในการนำไปใช้สร้างเว็บไซต์ได้ หลายประเภทมากขึ้น อาทิ การสร้างเว็บไซต์เชิงพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Commerce การสร้างเว็บท่า (Portals) การสร้างเว็บไซต์เพื่อใช้เป็น Community และเว็บไซต์ประเภทอื่นๆ หลากหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับการประยุกต์ใช้ หาก คุณต้องการที่จะสร้างเว็บไซต์ แต่ไม่เคยรู้ว่าจะทำได้อย่างไร Joomla  สามารถช่วยได้โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้ทางด้านการเขียนโปรแกรมอย่าง HTML, XML, DHTML, PHP หรือแม้แต่ MySQL ซึ่งคุณสามารถเพิ่มเติมและเปลี่ยนแปลงเนื้อหา โดยไม่จำเป็นต้องเสียเวลาไปกับการแก้ไขโปรแกรม รวมถึง Joomla ยังไม่มีขีดจำกัดในเรื่องของการออกแบบ ทำให้คุณสามารถปรับเปลี่ยนหน้าตาเว็บไซต์ของคุณได้สวยงามตามต้องการ
ประสิทธิภาพและความสามารถของ Joomla
     
ประโยชน์ หลักของ Joomla คือ การทำให้คุณสามารถจัดการกับเนื้อหาหรือข้อความ (Content) ได้โดยตรงผ่านหน้าเว็บ โดยผู้บริหารเว็บหรือผู้ดูแลเว็บไซต์ ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ทางด้านโปรแกรมเช่น HTML ในการอัพเดทเว็บ เพราะ Joomla! มี editor ออนไลน์ เช่น WYSIWYG editor ไว้เพื่อการจัดรูปแบบข้อความตัวอักษร (Text) และรูปภาพ ยิ่งกว่านั้นคุณไม่จำเป็นที่ต้องอัพโหลดเอกสารด้วยโปรแกรม FTP เพียงแค่คลิกปุ่ม save หรือ apply หน้าเว็บของคุณก็จะออนไลน์เตรียมพร้อมรับผู้เข้าชมที่จะเข้ามาดูในเว็บของ คุณได้ทันที


คำถามกระบวนการคิดพัฒนา

 

1 เครื่องฉายภาพข้ามศีรษะมีการใช้งานเหมือนและแตกต่างจากเครื่องฉายภาพทึบแสงอย่างไร
    ตอบ  แตกต่างเพราะเครื่องฉายภาพข้ามศีรษะเป็นเครื่องฉายภาพชนิดโปร่งแสงสามารถฉายภาพขนาดโปร่งแสงประมาณ 10X10 นิ้วให้ขยายใหญ่กว่าได้โดยใช้แผ่นภาพโปร่งใสหรือภาพซ้อนโดยใช้เลนส์ที่มีระยะโฟกัสสั้นส่วนเครื่องฉายภาพทึบแสงต้อง ใช้งานควบคู่กับเครื่องโพรเจกเตอร์หรือจอภาพคอมพิวเตอร์หรือจอโทรทัศน์
2 อุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศชนิดใดนิยมใช้มากที่สุดเพราะเหตุใด
    ตอบ    คอมพิวเตอร์เพราะเป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการประมวลผลและนำเสนอข้อมูลในรูปแบบที่หลากหลายทั้งตัวอักษรภาพนิ่งภาพเคลื่อนไหวและเสียง
3 ถ้าต้องการนำเสนองานด้วยเครื่องฉายภาพทึบแสงนักเรียนต้องเตรียมตัวอย่างไร
    ตอบ   เพราะอาจทำให้ชำรุดเสียหายต้องเตรียมเครื่องโพรเจกเตอร์หรือจอภาพคอมพิวเตอร์หรือจอโทรทัศน์และไม่ควรฉายวัสดุที่ต้องการให้ผู้ชมจับต้องมากนักเพราะอาจทำให้ชำรุดเสียหาย
4 การนำเสนองานประเภทสาธิตการทำอาหารควรใช้ไมโครโฟนประเภทใดเพราะเหตุใด
   ตอบ    ไมโครโฟนแบบห้อยคอเพราะมีขนาดเล็กเสียบติดกับคอเสื้อหรือกระเป๋าเสื้อหรือเนกไททำให้เราสะดวกแกการหยิบจับอุปกรณ์ที่เราใช้สาธิตการทำอาหาร
5 ซอฟต์แวร์ไมโครซอฟต์เพาเวอร์พอยนต์สามารถนำเสนอกราฟที่สร้างจากซอฟแวร์ไมโครซอฟต์เอกเซลได้หรือไม่อย่างไร
    ตอบ    ได้โดยการคัดลอกงานจากไมโครซอฟต์เอกเซลแล้วนำมาวางลงในเพาเวอร์พอยนต์
6 ถ้าต้องการนำเสนองานในสถานที่ที่ไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์นักเรียนจะเลือกนำเสนองานด้วยวิธีใดเพราะเหตุใด
     ตอบ   ใช้เครื่องภาพข้ามศีรษะเพราะสามารถใช้ในห้องเรียนธรรมดาจนถึงห้องขนาดใหญ่โดยไม่จำเป็นต้องควบคุมแสงสว่างมากนัก
7 ข้อมูลที่เหมาะสมต่อการนำมาใช้นำเสนองานควรมีลักษณะอย่างไร
    ตอบ   เป็นข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนน่าเชื่อถือกระชับได้ใจความมีหลักฐานอ้างอิงพิสูจน์ได้และมีความทันสมัยข้อมูลที่ต้องใช้ในการนำเสนองานด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศจะต้องเตรียมไว้ล่วงหน้าให้พร้อมก่อนการนำเสนอ
8 เพราะเหตุใดต้องเตรียมการวิเคราะห์ผู้ฟังก่อนเตรียมเนื้อหานำเสนอ
   ตอบ  เพราะเพื่อข้อมูลและรูปแบบได้เหมาะสมกับผู้ฟัง
9 ถ้าต้องการนำเสนอสไลด์การสร้างชิ้นงานควรเลือกคำสั่งใดเพื่อกำหนดรูปแบสไลด์ในซอฟแวร์ไมโครซอฟต์เพาเวอร์พอยนต์
    ตอบ   ออกแบบ คลิกปุ่มคำสั่งและเลือกคำสั่งย่อยที่เราต้องการกำหนดได้ตามต้องการ
10 ภาพเคลื่อนไหวที่สามารถนำมาใช้กับซอฟต์แวร์ไมโครซอฟต์เพาเวอร์พอยนต์ต้องมีลักษณะอย่างไร
      ตอบ  ต้องเป็นไฟล์ประเภท AVI, Quick Time MPEG และ Clip Organizer ส่วนภาพเคลื่อนไหวในทีสามารถใช้กับสไลด์คือไฟล์ประเภท GIF

   



 คำถามพัฒนากระบวนการคิด

1 ทำงานอย่างไรอินเทอร์เน็ต
   ตอบ    เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกันจำนวนมากและครอบคลุมไปทั่วโลกเครือข่ายนี้เชื่อมเข้าหากันภายใต้กฎเกณฑ์ที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน
2 เพราะเหตุใดอินเทอร์เน็ตจึงได้รับความนิยมในปัจจุบัน
ตอบ   เพราะอินเตอร์เน็ตเป็นเครือข่ายที่เชื่อมต่อสื่อสารกันได้ทั่วโลกมีบริการและข่าวสารต่างๆที่เราสามารถรับรู้ได้สะดวกและรวดเร็ว
3 ถ้าต้องการเชื่อมต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนักเรียนต้องทำอย่างไร
   ตอบ  1 ติดตั้งโมเด็มกับเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วต่อเข้ากับสายโทรศัพท์แล้วติดตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ทำหน้าที่เป็นเครื่องบริการแทนและซื้อชั่วโมงจาก บริษัท ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตและถ้าต้องใช้มากกว่า 1 เครื่องทำได้โดยการต่อฮับ 2 สายเช่าใช้ ความเร็วสูง ( Lease line ) พร้อมโมเด็มและเราท์เตอร์
4 การค้นหาข้อมูลวิธีใดดีที่สุดเพราะอะไร
    ตอบ  การหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตเพราะเป็นแหล่งข้อมูลที่กว้างขวางสามารถเลือกได้ว่าเราจะใช้ข้อมูลจากเว็บไซด์ใดและยังสามารถนำข้อมูลที่หาได้มาเปรียบเทียบกันพร้อมทั้งเป็นการหาข้อมูลที่สะดวกและรวดเร็ว
5 การค้นหาข้อมูลให้ได้ผลลัพธ์รวดเร็วมีเทคนิคอย่างไร
   ตอบ  1 บีบประเด็นให้แคบลงหัวเรื่องที่ต้องการค้นหาต้องทำให้แคบลง
          2 การใช้คำที่ใกล้เคียงควรใช้คำที่มีความหมายใกล้เคียงกับคำที่ค้นหา
          3 การใช้คำหลัก ( Keyword ) เป็นการใช้คำหรือข้อความที่จะทำให้คิดถึงเว็บไซต์นั้น
         4 หลีกเลี่ยงการใช้ตัวเลขพยายามหลีกเลี่ยงการค้นหาคำเดี่ยว ๆ หรือเป็นคำตัวเลขถ้าเลี่ยงไม่ได้ให้ใส่เครื่องหมายคำพูดลงไป
         5 ใช้เครื่องหมายบวกและลบในการหาข้อมูล
6 ถ้าต้องการค้นหาบทความที่มีคนเขียนไว้เพื่อเผยแพร่นักเรียนจะเลือกคลิกที่คำสั่งใด
    ตอบ  คลิกที่คำสั่งค้นหา
7 เพราะเหตุใดทุกคนจึงต้องมีคุณธรรมและจริยธรรมในการใช้อินเทอร์เน็ต
   ตอบ   เพราะตองการให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตรู้จักแสดงความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้ร่วมใช้บริการคนอื่น ๆ ที่เข้าไปขอใช้บริการบนเครือข่ายเดียวกันเพื่อให้อยู่ร่วมกันในสังคมอินเทอร์เน็ตเป็นระเบียบเรียบร้อยที่สุด
8 การติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นด้วยการสนทนาผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตควรปฏิบัติตนอย่างไร
    ตอบ    ควรสนทนากับผู้ที่ต้องการสนทนาด้วยเท่านั้นหากคู่สนทนาไม่ประสงค์จะพูดคุยด้วยควรยุติการสนทนาทันทีนอกจากนั้นในการสนทนาควรใช้ถ้อยคำสุภาพไม่ละเมิดเรื่องส่วนตัว
9 การคัดลอกผลงานของผู้อื่นบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมีผลเสียอย่างไร
    ตอบ  ถือเป็นการละเมิดสิทธิทางปัญญา
10 นักเรียนจะมีส่วนร่วมในการรณรงค์ให้ผู้อื่นใช้อินเทอร์เน็ตอย่างมีคุณธรรมและมีจริยธรรมได้อย่างไรบ้าง
       ตอบ    บอกกฎเกณฑ์ข้อบังคับเกี่ยวกับการใช้บริการทางอินเทอร์เน็ตให้กับบุคคลใกล้ตัวที่เรารู้จักว่าการใช้อินเทอร์เน็ตที่ถูกต้องควรปฏิบัติอย่างไรและเมื่อเขาเข้าใจแล้วก็ให้เขานำไปบอกกับผู้ใช้บริการคนอื่น ๆ ต่อไป

 



{สิงหาคม 9, 2010}   Chaos theory



{สิงหาคม 7, 2010}   Chaos theory ทฤษฎีความอลวน

<a href="http://

“>



บทที่2 หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์

องค์ประกอบและหลัการทำงานของคอมพิวเตอร์

1.หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์

                คอมพิวเตอร์   ( Computer)  เป็นอุปกรณ์ที่มีการทำงานในเรื่องการคำนวณ  การประมวลผลข้อมูล  การเปรียบเทียบ  และการตัดสินใจในการสร้างสรรค์งาน
                การทำงานของคอมพิวเตอร์เริ่มจาการป้อนข้อมูลผ่านหน่วยรับ  ข้อมูลพวกนี้ก็จะถูกแปลงให้เป็นสัญญาณไฟฟ้าในแบบของตัวเลขฐานสอง  ได้แก่เลขศูนย์และเลขหนึ่งนำมาเชื่อมต่อกัน   จะใช้สร้างรหัสแทนจำนวนอักขระหรือสัญลักษณ์ภาษาไทยและอังกฤษเป็นคำสั่งที่ใช้ในการติดต่อและการทำงานได้ตามต้องการ
                จากนั้นคำสั่งดังกล่าวจะถูกส่งไปยังหน่วยประมวลผลกลางเพื่อประมวลผลตามคำสั่ง   ผลลัพธ์ดังกล่าวจะถูกส่งไปยังหน่วยความจำหลักประเภทแรม    โดยการส่งผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผลข้อมูลไปยังหน่วยต่างๆ ภายในคอมพิวเตอร์จะผ่านทางระบบบัส

2. องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์
          2.1หน่วยรับข้อมูล
     หน่วยรับข้อมูลเป็นส่วนที่ทำหน้าที่นำข้อมูลจากภายนอกเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์   เป็นตัวกาเชื่อมโยงจากมนุษย์สู่เครื่องคอมพิวเตอร์   เครื่องมือหรือหน่วยรับข้อมูลนี้  มีหน้าที่แปลงข้อมูลให้อยู่ในสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ที่คอมพิวเตอร์เข้าใจเพื่อประมวลผล   เครื่องมือนี้เรียกว่าอุปกรณ์นำเข้าข้อมูล  (Input  Device)  เช่น  แป้นพิมพ์  (Key board)  และเมาส์   (Mouse)  ส่งข้อมูลระบบโดยตรง  เช่น อุปกรณ์  OCR สแกนเนอร์   (Scanner)  เป็นต้น
          
         2.2ซีพียูหรือหน่วยรับข้อมูลกลาง  (Central  Processing  Unit)
      ทำหน้าที่ควบคุมและประมวลผลของเครื่องคอมพิวเตอร์มีลักษณะเป็นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กมาก   ภายในประกอบด้วยทรานซิสเตอร์ประกอบกันเป็นวงจรหลายล้านตัว
1.ซีพียูหรือหน่วยประมวลผลกลางประกอบด้วยส่วนประกอบหลัก  2 ส่วน
                1.1Control   Unit   หรือ  ส่วนควบคุม
                        มีหน้าที่สร้างสัญญาณและส่งสัญญาณไปควบคุมการทำงานของส่วนประกอบต่างๆ ในระบบคอมพิวเตอร์  แต่ไม่ได้มีหน้าที่ประมวลผลข้อมูล  สัญญาณควบคุมจำนวนมาก  สามารถเดินทางไปยังส่วนต่างๆของระบบคอมพิวเตอร์ได้ด้วยตัวส่งสัญญาณที่เรียกว่า  บัส  (Bus)
               1.2 Aritmeticand   Logic  Unit  : ALU   หรือส่วนคำนวณและเปรียบเทียบข้อมูล
                        ทำหน้าที่คำนวณและเปรียบเทียบข้อมูล   โดยอาศัยหลักการทางคณิตศาสตร์  และตรรกศาตร์ตามลำดับ
          2.3หน่วยส่งออกข้อมูล
2.ความเร็วของซีพียู
       คือค่าความถี่ของสัญญาณนาฬิกา  ซึ่งเป็นตัวกำหนดความเร็วในการทำงานของซีพียู  ความถี่ของสัญญาณนาฬิกามีหน่วยเป็นเฮิรตซ์  (Hertz)  สัญญาณนาฬิกาที่เกี่ยวข้องกับซีพียูมี 2  ส่วนหลักๆ  คือ
- สัญญาณนาฬิกาภายในซีพียู  เป็นสัญญาณที่ให้จังหวะในการทำงาน
- สัญญาณนาฬิกาภายนอกซีพียูเป็นสัญญาณที่ให้จังหวะในการทำงานแก่  บัส  ที่ซีพียูใช้รับส่งข้อมูล
3.หน่วยความจำแคช   (Cache  Memory)
                คือความจำเร็วสูง  ทำหน้าที่เก็บข้อมูลของคำสั่งต่างๆ  ที่ซีพียูเรียกใช้งานบ่อยๆ
4.บรรจุภัณฑ์และฐานรองซีพียู   แบ่งเป็น 4 แบบ
                – แบบตลับ
                – แบบ BGA
                – แบบ  PGA
                – แบบ  LGA
5.อุปกรณ์ช่วยระบายความร้อนให้ซีพียู
                ขณะที่ซีพียูทำงานจะเกิดความร้อนค่อนข้างมาก   จึงต้องมีอุปกรณ์ คือ  พัดลมและฮีตซิงค์เพื่อช่วยระบายความร้อน
6.สารเชื่อมความร้อน  (Thermal  Grease)
                ทำหน้าที่ช่วยในการถ่ายเทหรือนำพาความร้อนจากซีพียูไปสู่  ฮีตซิงค์ ได้ดียิ่งขึ้น
           2.4หน่วยความจำหลัก   (Main    Memory)
                มีหน้าที่เก็บข้อมูลต่าง ๆ ที่ป้อนเข้ามาเพื่อให้หน่วยประมวลผลนำไปใช้  และเก็บข้อมูลที่เกี่ยวกับคุณสมบัติระบบการทำงานของคอมพิวเตอร์ด้วย
                       แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ ดังนี้
                1.หน่วยความจำแบบถาวร  (Read Only Memory: ROM)  คือหน่วยความจำที่ทำหน้าที่นำข้อมูลออกมาใช้เพียงอย่างเดียว   โดยมีการบันทึกไว้ล่วงหน้า  แม้จะปิดเครื่องข้อมูลก็ไม่มีหาย
                2.หน่วยความจำชั่วคราว  (Random Access  Memory :RAM) คือ หน่วยความจำที่สามารถบันทึกข้อมูลหรืออ่านข้อมูล  ณ เวลาใดๆ ได้ตามต้องการ
            2.5หน่วยความจำสำรอง
               1.หน่วยความจำสำรองที่เข้าถึงข้อมูลได้โดยลำดับ    เป็นหน่วยความจำสำรองที่ต้องมีการจัดเก็บและเรียกใช้ข้อมูลโดยเรียงลำดับ   การสืบค้นหรือเข้าถึงข้อมูลจึงล่าช้า   เพราะต้องเป็นไปตามลำดับขั้นตอนก่อนหลังการบันทึก     ซึ่งหน่วยความจำสำรองประเภทนี้  
ได้แก่   เทปแม่เหล็ก
               2.หน่วยความจำสำรองที่เข้าถึงข้อมูลได้โดยตรง     เป็นหน่วยความจำสำรองที่สามารถจัดเก็บและเรียกใช้ข้อมูลที่ต้องการได้โดยตรง   ไม่ต้องอ่านเรียงลำดับ  เหมาะกับการใช้งานที่ต้องอาศัยการประมวลผลแบบโต้ตอบ   ต้องการข้อมูลที่รวกเร็ว  ได้แก่  จานแม่เหล็ก   ซีดีรอม ฯลฯ

 

  คุณลักษณะและอุปกรณ์ต่อพ่วง

คุณลักษณะของคอมพิวเตอร์
      คอมพิวเตอร์แบ่งเป็น  5 ประเภท ได้แก่
                1.ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (supercomputer) เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีความสามารถสูงที่สุดในกลุ่มมีขนาดใหญ่ ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (Super Computer) สามารถประมวลผลข้อมูลในปริมาณมากรวมถึงการประมวลผลงานที่มีรูปแบบอันซับซ้อน มีความรวดเร็วในการคำนวณได้มากกว่าหนึ่งล้านล้านต่อวินาที ( 1 Trillion calculations per second ) ภายในซูเปอร์คอมพิวเตอร์ สามารถรองรับโปรเซสเซอร์ได้มากกว่า 100 ตัว หน่ายวัดความเร็วของคอมพิวเตอร์นี้คือ หน่วยกิกะฟลอบ (Gigaflop)     ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เหมาะกับงานคำนวณที่ต้องมีการคำนวณตัวเลขจำนวนหลายล้านตัวภายในเวลาอันรวดเร็ว เช่น งานพยากรณ์อากาศ 
                2.เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (mainframe computer)เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ มีสมรรถภาพที่ต่ำกว่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์มาก แต่ยังมีความเร็วสูง และมีประสิทธิภาพสูงกว่ามินิคอมพิวเตอร์หรือไมโครคอมพิวเตอร์ เมนเฟรมคอมพิวเตอร์สามารถให้บริการผู้ใช้จำนวนหลายร้อยคนพร้อม ๆ กัน ฉะนั้น จึงสามารถใช้โปรแกรมจำนวนนับร้อยแบบในเวลาเดียวกันได้ โดยเฉพาะถ้าต่อเครื่องเข้าเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ผู้ใช้สามารถใช้ได้จากทั่วโลก ปัจจุบัน องค์กรใหญ่ๆ เช่น ธนาคาร จะใช้คอมพิวเตอร์ประเภทนี้ในการทำบัญชีลูกค้า หรือการให้บริการจากเครื่องฝากและถอนเงินแบบอัตโนมัติ (automatic teller machine) เนื่องจากเครื่องเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ได้ถูกใช้งานมากในการบริการผู้ใช้พร้อม ๆ กัน เมนเฟรมคอมพิวเตอร์จึงต้องมีหน่วยความจำที่ใหญ่มาก
                3.มินิคอมพิวเตอร์ (minicomputer)มินิคอมพิวเตอร์ คือ เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก ๆ ซึ่งสามารถบริการผู้ใช้งานได้หลายคนพร้อม ๆ กัน แต่จะไม่มีสมรรถภาพเพียงพอที่จะบริการผู้ใช้ในจำนวนที่เทียบเท่าเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ได้ จึงทำให้มินิคอมพิวเตอร์เหมาะสำหรับองค์กรขนาดกลาง หรือสำหรับแผนกหนึ่งหรือสาขาหนึ่งขององค์กรขนาดใหญ่เท่านั้น
               4.ไมโครคอมพิวเตอร์ (microcomputer) หรือ พีซี (personal computer หรือ PC )ไมโครคอมพิวเตอร์ คือ คอมพิวเตอร์ขนาดเล็กแบบขนาดตั้งโต๊ะ (desktop computer) หรือขนาดเล็กกว่านั้น อาทิเช่น ขนาดสมุดบันทึก (notebook computer) และขนาดฝ่ามือ (palmtop computer) ไมโครคอมพิวเตอร์ได้เริ่มมีขึ้นในปีพ.ศ. 2518 ถึงแม้ว่าในระยะหลัง เครื่องชนิดนี้จะมีประสิทธิภาพที่สูง แต่เนื่องจากมีราคาไม่แพงและมีขนาดกระทัดรัด ไมโครคอมพิวเตอร์จึงยังเหมาะสำหรับใช้ส่วนตัว ไมโครคอมพิวเตอร์ได้ถูกออกแบบสำหรับใช้ที่บ้าน โรงเรียน และสำนักงานสำหรับที่บ้าน เราสามารถใช้ไมโครคอมพิวเตอร์ในการทำงบประมาณรายรับรายจ่ายของครอบครัวช่วยทำการบ้านของลูกๆ การค้นคว้าข้อมูลและข่าวสาร การสื่อสารแบบอิเล็กทรอนิกส์ (electronic mail หรือ E - mail) หรือโทรศัพท์ทางอินเทอร์เน็ต (internet phone) ในการติดต่อทั้งในและนอกประเทศ หรือแม้กระทั่งทางบันเทิง เช่น การเล่นเกมบนเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ สำหรับที่โรงเรียน เราสามารถใช้ไมโครคอมพิวเตอร์ในการช่วยสอนนักเรียนในการค้นคว้าข้อมูลจากทั่วโลกสำหรับที่สำนักงาน เราสามารถใช้ไมโครคอมพิวเตอร์ในการช่วยพิมพ์จดหมายและข้อมูลอื่นๆ เก็บและค้นข้อมูล วิเคราะห์และทำนายยอดซื้อขายล่วงหน้า
               5.คอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก (handheld computer)เป็นคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่สามารถจัดการกับข้อมูลประจำวันได้    สร้างปฏิทิน  เล่นเกม  ชมภาพยนตร์  ฟังเพลง   รับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ได้  คอมพิวเตอร์ขนาดพกพาที่ได้รับความนิยม เช่น  ไอโฟน  บีบี ปาล์มท็อป  เป็นต้น
อุปกรณ์ต่อพ่วง
       หมายถึง   อุปกรณ์ต่าง ๆ   ที่สามารถต่อเข้ากับอุปกรณ์ของหน่วยประมวลผลกลาง และประกอบเข้ากับระบบคอมพิวเตอร์เพื่อการใช้งาน   ซึ่งอุปกรณ์ต่อพ่วงแต่ละชนิดมีคุณลักษณะที่สำคัญ  ดังนี้
            1. แป้นพิมพ์อักขระ (keyboard) ใช้สำหรับรับข้อมูลที่เป็นตัวอักขระ แล้วทำการเปลี่ยนเป็นรหัส 7 หรือ 8 บิต จากนั้นจึงส่งให้คอมพิวเตอร์ประมวลผล หรือใช้ควบคุมฟังก์ชันการทำงานบางอย่างของคอมพิวเตอร์ และเพื่อให้การป้อนข้อมูลที่เป็นอักขระและตัวเลขทำได้ง่ายและสะดวกขึ้น คีย์บอร์ดจึงแยกแผงที่เป็นแป้นอักขระกับแป้นตัวเลขแยกไว้ต่างหาก
            2.เมาส์(mouse) อุปกรณ์รับข้อมูลที่นิยมรองจากคีย์บอร์ด ได้แก่ อุปกรณ์ชี้ตำแหน่ง ที่เรียกว่า เมาส์ (Mouse) หรือ "หนูอิเล็กทรอนิกส์" เนื่องจากเป็น อุปกรณ์ที่มีลักษณะคล้ายหนู มีสายต่ออยู่ที่ปลายลักษณะเดียวกับหางหนู เมาส์จะช่วยในการบ่งชี้ตำแหน่งว่าขณะนี้กำลังอยู่ ณ จุดใดบนจอภาพ เรียกว่า "ตัวชี้ตำแหน่ง (Pointer)" ซึ่งอาศัยการเลื่อนเมาส์ แทนการกดปุ่มบังคับทิศทางบนคีย์บอร์ด
             3.อุปกรณ์ชี้ตำแหน่งสำหรับคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค    เป็นอุปกรณ์รับเข้าที่ออกแบบให้สามารถติดอยู่กับเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คได้เลย   เพื่อสะดวกแก่การพกพา
                 3.1ลูกกลมควบคุม  (trackball)เป็นอุปกรณ์ใช้ชี้ตำแหน่งคล้ายเมาส์  ต่างกันที่ลูกบอลของ  Trackball  จะอยู่ด้านบน  แต่ลูกบอลของเมาส์จะอยู่ด้านล่าง  เมื่อจะใช้  trackball  ผู้ใช้จะหมุนลูกบอลไปในทิศทางที่ต้องการ  แต่ถ้าใช้เมาส์ผู้ใช้จะต้องเคลื่อนที่ทั้งตัวเมาส์  โดยทั่วไปลูกบอลของ  trackball  จะมีขนาดใหญ่กว่าลูกบอลของเมาส์เพื่อความสะดวกในการควบคุมด้วยนิ้วมือและฝ่ามือ  trackball  ไม่จำเป็นต้องใช้พื้นราบว่างในการเคลื่อนที่เหมือนเมาส์  และส่วนใหญ่จะถูกออกแบบให้ใช้งานกับเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพา
                 3.2แท่งชี้ควบคุม  (trackpoint) แท่งชี้ควบคุมหรือ  trackpoint  เป็นอุปกรณ์ชี้ตำแหน่งที่มีขนาดเล็กคล้ายกับแท่งยางลบดินสอ  และนิยมใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพา  เพราะใช้พื้นที่น้อย  ข้อดีของแท่งชี้ควบคุมอีกประการหนึ่งคือ  ไม่ต้องทำความสะอาดบ่อยเหมือนกับเมาส์
                 3.3แผ่นสัมผัส  (touchpad)แผ่นสัมผัส  (touchpad)  บางครั้งเรียก  trachpad  เป็นแผ่นสี่เหลี่ยมใช้การเคลื่อนไหวของนิ้วมือเพื่อควบคุมการเคลื่อนที่ของตัวชี้ตำแหน่ง  แผ่นสัมผัสนิยมใช้เครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพา  เช่นเดียวกับ  trackball  และ  trackpoint  
              4.ก้านควบคุม (Joystick)คือ  อุปกรณ์ที่มีลักษณะเป็นคันโยก  มีปุ่มบังคับที่ด้ามคันโยก เพื่อควบคุมตำแหน่งบนจอภาพได้ทุกตำแหน่งและทุกทิศทาง  มักใช้ควบคุมโปรแกรมประเภทเกมส์ที่เป็นภาพเคลื่อนไหว  วีดีโอเกมส์  หรือโปรแกรมประเภทการออกแบบ  ทำให้ผู้ใช้สามารถควบคุมและใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้ง่ายและสะดวก
              5.จอภาพสัมผัส  (Touch  Screen)คือจอภาพ (Screen)  ที่สามารถรับข้อมูลโดยการใช้นิ้วมือสัมผัสหรือแตะลงบนจอภาพตำแหน่งต่าง ๆ เพื่อเลือกหรือควบคุมการทำงานของโปรแกรมได้  เนื่องจากที่จอภาพแบบสัมผัสจะสร้างให้มีอุปกรณ์ลักษณะพิเศษ (Sensors) รับรู้การสัมผัส ณ ตำแหน่งต่าง ๆ บนจอภาพได้ ทำให้การใช้งานโปรแกรมควบคุมได้โดยตรงจากการสัมผัสที่จอภาพ  
              6.อุปกรณ์รับเข้าแบบกวาดตรวจ   ที่นิยมใช้มีอยู่   3  ชนิด
  -   เครื่องอ่านรหัสแท่ง
  -   เครื่องกวาดตรวจหรือสแกนเนอร์
  -   กล้องดิจิทัล
              7.เว็บแคม (webcam ย่อมาจาก Web Camera)  คือ กล้องวีดีโอที่ถ่ายทอดภาพนิ่งหรือภาพวิดีโอผ่านระบบเครือข่าย เว็บไซต์ โปรแกรม ถือเป็นอุปกรณ์นำข้อมูล  ที่สามารถจับภาพเคลื่อนไหวให้ไปปรากฏในจอภาพ และสามารถส่งภาพเคลื่อนไหวหรือภาพนิ่งนี้ไปให้คนอีกฟากหนึ่งเห็นตัวเราเคลื่อนไหวได้เหมือนอยู่ต่อหน้า  ปัจจุบันมีทั้งแบบที่เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ผ่านสายยูเอสบี และเชื่อมต่อแบบไร้สาย  
              8.จอภาพ   แบ่งออกเป็น  2  ประเภท
    -  ซีอาร์ที (Cathode ray tube : CRT)
    -  แอลซีดี  (Liquid Crystal Display :LCD)
              9.ลำโพง เป็นอุปกรณ์ที่แสดงผลเป็นข้อมูลเสียงโดยต้องงานคู่กับการ์ดเสียงซึ่งเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ติดตั้งอยู่บนแผงวงจรหลักในเครื่องคอมพิวเตอร์ทำหน้าที่แปลงสัญญาณดิจิทัลให้เป็นอะนาลอกแล้ส่งไปยังลำโพง
              10.หูฟัง เป็นอุปกรณ์ส่งออกที่ใช้สำหรับฟังเพลงและฟังเสียงจากคอมพิวเตอร์โดยทำหน้าที่เปลี่ยนสัญญาณไฟฟ้าเป็นเสียงให้เราได้ยิน
              11.เครื่องพิมพ์ เป็นอุปกรณ์ส่งออกที่แสดงผลงานบนกระดาษเครื่องพิมพ์ที่ใช้ในปัจจุบัน
        11.1 เครื่องพิมพ์แบบจุด
        11.2เครื่องพิมพ์เลเซอร์
        11.3 เครื่องพิมพ์แบบหมึกฉีด
        11.4 พล็อตเตอร์ เป็นเครื่องพิมพ์ขนาดใหญ่ที่ใช้ความเที่ยงตรงมีความละเอียดที่ถูกต้องสูง สามารถพิมพ์ลงบนกระดาษที่มีขนาดใหญ่ได้
               12. โมเด็ม เป็นอุปกรณ์แปลงสัญญาณคอมพิวเตอร์ติดต่อสื่อสารกับคอมพิวเตอร์อื่นๆได้


{มิถุนายน 9, 2010}   ระบบสารสนเทศ

ระบบสารสนเทศ (Information system) 

 

            ระบบสารสนเทศ (Information system) หมายถึง ระบบที่ประกอบด้วยส่วนต่างๆ ได้แก่ ระบบคอมพิวเตอร์ทั้งฮาร์ดแวร์  ซอฟท์แวร์  ระบบเครือข่าย  ฐานข้อมูล  ผู้พัฒนาระบบ ผู้ใช้ระบบ  พนักงานที่เกี่ยวข้อง และ ผู้เชี่ยวชาญในสาขา  ทุกองค์ประกอบนี้ทำงานร่วมกันเพื่อกำหนด  รวบรวม จัดเก็บข้อมูล  ประมวลผลข้อมูลเพื่อสร้างสารสนเทศ และส่งผลลัพธ์หรือสารสนเทศที่ได้ให้ผู้ใช้เพื่อช่วยสนับสนุนการทำงาน การตัดสินใจ  การวางแผน  การบริหาร การควบคุม  การวิเคราะห์และติดตามผลการดำเนินงานขององค์กร
                ระบบสารสนเทศ หมายถึง ชุดขององค์ประกอบที่ทำหน้าที่รวบรวม  ประมวลผล จัดเก็บ และแจกจ่ายสารสนเทศ เพื่อช่วยการตัดสินใจ และการควบคุมในองค์กร  ในการทำงานของระบบสารสนเทศประกอบไปด้วยกิจกรรม 3 อย่าง คือ การนำข้อมูลเข้าสู่ระบบ (Input)  การประมวลผล (Processing)  และ การนำเสนอผลลัพธ์ (Output)  ระบบสารสนเทศอาจจะมีการสะท้อนกลับ (Feedback) เพื่อการประเมินและปรับปรุงข้อมูลนำเข้า  ระบบสารสนเทศอาจจะเป็นระบบที่ประมวลด้วยมือ(Manual) หรือระบบที่ใช้คอมพิวเตอร์ก็ได้ (Computer-based information system –CBIS)แต่อย่างไรก็ตามในปัจจุบันเมื่อกล่าวถึงระบบสารสนเทศ มักจะหมายถึงระบบที่ต้องอาศัยคอมพิวเตอร์และระบบโทรคมนาคม 

                ระบบสารสนเทศ  หมายถึง ระบบคอมพิวเตอร์ที่จัดเก็บข้อมูล และประมวลผลเป็นสารสนเทศ และระบบสารสนเทศเป็นระบบที่ต้องอาศัยฐานข้อมูล  (CIS 105 — Survey of Computer Information Systems, n.d.) 

                 ระบบสารสนเทศ  หมายถึง ชุดของกระบวนการ บุคคล และเครื่องมือ ที่จะเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นสารสนเทศ  (FAO Corporate Document Repository, 1998)  ระบบสารสนเทศ ไม่ว่าจะเป็นระบบมือหรือระบบอัตโนมัติ หมายถึง ระบบที่ประกอบด้วย คน เครื่องจักรกล(machine)  และวิธีการในการเก็บข้อมูล   ประมวลผลข้อมูล  และเผยแพร่ข้อมูล ให้อยู่ในลักษณะของสารสนเทศของผู้ใช้
                สรุปได้ว่า ระบบสารสนเทศ ก็คือ ระบบของการจัดเก็บ ประมวลผลข้อมูล โดยอาศัยบุคคลและเทคโนโลยีสารสนเทศในการดำเนินการ เพื่อให้ได้สารสนเทศที่เหมาะสมกับงานหรือภารกิจแต่ละอย่าง 

                                                              องค์ประกอบของระบบสารสนเทศ 

 

องค์ประกอบของระบบสารสนเทศซึ่งเป็นระบบสนับสนุนการบริหารงานการจัดการและการปฏิบัติการของบุคคลไม่ว่าจะป็นระดับบุคคลระดับกลุ่มหรือระดับองค์การไม่ใช่มีเพียงเครื่องคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่ยังมีองค์ประกอบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความสำเร็จ ของระบบอีกรวม 5 องค์ประกอบซึ่งจะขาดองค์ประกอบใดไม่ได้คือ 

                1 ฮาร์ดแวร์เป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบสารสนเทศหมายถึงเครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์รอบข้างรวมทั้งอุปกรณ์สื่อสารสำหรับเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เข้าเป็นเครือข่ายเช่นเครื่องพิมพ์เครื่องตรวจกราด 

                 2 ซอฟต์แวร์  หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็นองค์ประกอบที่สำคัญประการที่สองซึ่งก็คือลำดับขั้นตอนของคำสั่งที่จะสั่งงานให้ฮาร์ดแวร์ทำงานเพื่อประมวลผลข้อมูลให้ได้ผลลัพธ์ตามความต้องการของการใช้งานในปัจจุบันมีซอฟต์แวร์ ระบบปฏิบัติงานซอฟต์แวร์ควบคุมระบบงานซอฟต์แวร์สำเร็จและซอฟต์แวร์ประยุกต์สำหรับงานต่าง ๆ ลักษณะการใช้งานของซอฟต์แวร์ก่อนหน้านี้ผู้ใช้จะต้องติดต่อใช้งานโดยใช้ข้อความเป็นหลัก แต่ในปัจจุบันซอฟต์แวร์มีลักษณะการใช้งานที่ง่ายขึ้นโดย มีรูปแบบการติดต่อที่สื่อความหมายให้เข้าใจง่ายเช่นมีส่วนต่อประสานกราฟิกกับผู้ใช้ที่เรียกว่า User Interface กุย (กราฟิก : GUI) ส่วนชอฟต์แวร์สำเร็จที่มีใช้ในท้องตลาดทำให้การใช้งานคอมพิวเตอร์ ในระดับบุคคลเป็นไปอย่างกว้างขวางและเริ่มมีลักษณะส่งเสริมการทำงานของกลุ่มมากขึ้นส่วนงานในระดับองค์การส่วนใหญ่มักจะมีการพัฒนาระบบตามความต้องการโดยการว่าจ้างหรือโดยนักคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในฝ่าย คอมพิวเตอร์ขององค์การเป็นต้นซอฟต์แวร์ได้สามารถแบ่งหรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็นองค์ประกอบที่สำคัญประการที่สองซึ่งก็คือลำดับขั้นตอนของคำสั่งที่จะสั่งงานให้ฮาร์ดแวร์ทำงานเพื่อประมวลผลข้อมูลให้ได้ผลลัพธ์ตามความต้องการของการใช้งานในปัจจุบันมีซอฟต์แวร์ ระบบปฏิบัติงานซอฟต์แวร์ควบคุมระบบงานซอฟต์แวร์สำเร็จและซอฟต์แวร์ประยุกต์สำหรับงานต่าง ๆ ลักษณะการใช้งานของซอฟต์แวร์ก่อนหน้านี้ผู้ใช้จะต้องติดต่อใช้งานโดยใช้ข้อความเป็นหลัก แต่ในปัจจุบันซอฟต์แวร์มีลักษณะการใช้งานที่ง่ายขึ้นโดย มีรูปแบบการติดต่อที่สื่อความหมายให้เข้าใจง่ายเช่นมีส่วนต่อประสานกราฟิกกับผู้ใช้ที่เรียกว่ากุย User Interface (กราฟิก : GUI) ส่วนชอฟต์แวร์สำเร็จที่มีใช้ในท้องตลาดทำให้การใช้งานคอมพิวเตอร์ ในระดับบุคคลเป็นไปอย่างกว้างขวางและเริ่มมีลักษณะส่งเสริมการทำงานของกลุ่มมากขึ้นส่วนงานในระดับองค์การส่วนใหญ่มักจะมีการพัฒนาระบบตามความต้องการโดยการว่าจ้างหรือโดยนักคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในฝ่าย คอมพิวเตอร์ขององค์การเป็นต้นซอฟต์แวร์ได้สามารถแบ่งเป็น 2 ชนิดคือ

              ซอฟต์แวร์ระบบ  หมายถึง  โปรแกรมทุกโปรแกรมที่ทำหน้าที่ติดต่อกับส่วนประกอบต่าง ๆ ของฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์และอำนวยเครื่องมือสำหรับทำงานพื้นฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับฮาร์ดแวร์หมายถึงโปรแกรมทุกโปรแกรมที่ทำหน้าที่ติดต่อกับส่วนประกอบต่าง ๆ ของฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์และอำนวยเครื่องมือสำหรับทำงานพื้นฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับฮาร์ดแวร์ 

              ซอฟต์แวร์ประยุกต์จะเป็นโปรแกรมที่ทำให้คอมพิวเตอร์สามารถทำงานต่าง ๆ ตามที่ผู้ใช้ต้องการไม่ว่างานด้านการจัดทำเอกสารการทำบัญชีการจัดเก็บข้อมูลข่าวสารตลอดจนงานทุก ๆ ด้านตาม แต่ผู้ใช้ต้องการจนสามารถกล่าวได้ว่าซอฟต์แวร์ ประยุกต์ก็คือซอฟต์แวร์ที่ทำให้เกิดการใช้งานคอมพิวเตอร์กันอย่างกว้างขวางและทำให้คอมพิวเตอร์เป็นปัจจัยที่ไม่สามารถขาดได้ในยุคสารสนเทศนี้จะเป็นโปรแกรมที่ทำให้คอมพิวเตอร์สามารถทำงานต่าง ๆ ตามที่ผู้ใช้ต้องการไม่ว่างานด้านการจัดทำเอกสารการทำบัญชีการจัดเก็บข้อมูลข่าวสารตลอดจนงานทุก ๆ ด้านตาม แต่ผู้ใช้ต้องการจนสามารถกล่าวได้ว่าซอฟต์แวร์ ประยุกต์ก็คือซอฟต์แวร์ที่ทำให้เกิดการใช้งานคอมพิวเตอร์กันอย่างกว้างขวางและทำให้คอมพิวเตอร์เป็นปัจจัยที่ไม่สามารถขาดได้ในยุคสารสนเทศนี้ ในองค์กรขนาดใหญ่หรืองานที่มีความต้องการเฉพาะด้านการจัดหาซอฟต์แวร์มาใช้งานจะใช้วิธีพัฒนาซอฟต์แวร์ขึ้นมาเองหรือว่าจ้าง บริษัท ซอฟต์แวร์เพื่อทำซอฟต์แวร์เฉพาะงานให้ซอฟต์แวร์ขึ้นมาใช้เองซอฟต์แวร์ประเภทนี้จะเรียกว่าซอฟต์แวร์เฉพาะงาน (ซอฟแวร์เทเลอร์เมด) มีข้อดีคือมีความเหมาะสมกับงานและสามารถแก้ไขตามความต้องการได้ข้อเสียคือค่าใช้จ่ายสูงและใช้เวลาสำหรับการพัฒนาปัจจุบันนี้จึงมีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เขียนขึ้นมาเพื่อใช้ สำหรับงานทั่ว ๆ ไปวางจำหน่ายเป็นชุดสำเร็จรูปเรียกว่าซอฟต์แวร์สำเร็จรูป Software Package () 

             3 ข้อมูลเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอีกประการหนึ่งของระบบสารสนเทศอาจจะเป็นตัวชี้ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของระบบได้เนื่องจากจะต้องมีการเก็บข้อมูลจากแหล่งกำเนิดข้อมูลจะต้องมีความถูกต้องมีการกลั่นกรอง และตรวจสอบแล้วเท่านั้นจึงจะมีประโยชน์ข้อมูลจำเป็นจะต้องมีมาตรฐานโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้งานในระดับกลุ่มหรือระดับองค์การข้อมูลต้องมีโครงสร้างในการจัดเก็บที่เป็นระบบระเบียบเพื่อการสืบค้นที่รวดเร็วมีประสิทธิภาพข้อมูลเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอีกประการหนึ่งของระบบสารสนเทศอาจจะเป็นตัวชี้ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของระบบได้เนื่องจากจะต้องมีการเก็บข้อมูลจากแหล่งกำเนิดข้อมูลจะต้องมีความถูกต้องมีการกลั่นกรอง และตรวจสอบแล้วเท่านั้นจึงจะมีประโยชน์ข้อมูลจำเป็นจะต้องมีมาตรฐานโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้งานในระดับกลุ่มหรือระดับองค์การข้อมูลต้องมีโครงสร้างในการจัดเก็บที่เป็นระบบระเบียบเพื่อการสืบค้นที่รวดเร็วมีประสิทธิภาพ

               4 บุคลากรในระดับผู้ใช้ผู้บริหารผู้พัฒนาระบบนักวิเคราะห์ระบบและนักเขียนโปรแกรมเป็นองค์ประกอบสำคัญในความสำเร็จของระบบสารสนเทศบุคลากรมีความรู้ความสามารถทางคอมพิวเตอร์มากเท่าใดโอกาสที่จะใช้งานระบบสารสนเทศและระบบคอมพิวเตอร์ได้ เต็มศักยภาพและคุ้มค่ายิ่งมากขึ้นเท่านั้นโดยเฉพาะระบบสารสนเทศในระดับบุคคลซึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์มีขีดความสามารถมากขึ้นทำให้ผู้ใช้มีโอกาสพัฒนาความสามารถของตนเองและพัฒนาระบบงานได้เองตามความต้องการสำหรับระบบสารสนเทศในระดับ กลุ่มและองค์การที่มีความซับซ้อนมากอาจจะต้องใช้บุคคลากรในสาขาคอมพิวเตอร์โดยตรงมาพัฒนาและดูแลระบบงานในระดับผู้ใช้ผู้บริหารผู้พัฒนาระบบนักวิเคราะห์ระบบและนักเขียนโปรแกรมเป็นองค์ประกอบสำคัญในความสำเร็จของระบบสารสนเทศบุคลากรมีความรู้ความสามารถทางคอมพิวเตอร์มากเท่าใดโอกาสที่จะใช้งานระบบสารสนเทศและระบบคอมพิวเตอร์ได้ เต็มศักยภาพและคุ้มค่ายิ่งมากขึ้นเท่านั้นโดยเฉพาะระบบสารสนเทศในระดับบุคคลซึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์มีขีดความสามารถมากขึ้นทำให้ผู้ใช้มีโอกาสพัฒนาความสามารถของตนเองและพัฒนาระบบงานได้เองตามความต้องการสำหรับระบบสารสนเทศในระดับ กลุ่มและองค์การที่มีความซับซ้อนมากอาจจะต้องใช้บุคคลากรในสาขาคอมพิวเตอร์โดยตรงมาพัฒนาและดูแลระบบงาน

                 5 ขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ชัดเจนของผู้ใช้หรือของบุคลากรที่เกี่ยงข้องก็เป็นเรื่องสำคัญอีกประการหนึ่งเมื่อได้พัฒนาระบบงานแล้วจำเป็นต้องปฏิบัติงานตามลำดับขั้นตอนในขณะที่ใช้งานก็ จำเป็นต้องคำนึงถึงลำดับขั้นตอนการปฏิบัติของคนและความสัมพันธ์กับเครื่องทั้งในกรณีปกติและกรณีฉุกเฉินเช่นขั้นตอนการบันทึกข้อมูลขั้นตอนการประมวลผลขั้นตอนการปฏิบัติเมื่อเครื่องมือชำรุดหรือข้อมูลสูญหายและขั้นตอนการ ทำสำเนาข้อมูลสำรองเพื่อความปลอดภัยเป็นต้นสิ่งเล่านี้ต้องมีการซักซ้อมมีการเตรียมการและการทำเอกสารคู่มือการใช้งานให้ชัดเจนที่ชัดเจนของผู้ใช้หรือของบุคลากรที่เกี่ยงข้องก็เป็นเรื่องสำคัญอีกประการหนึ่งเมื่อได้พัฒนาระบบงานแล้วจำเป็นต้องปฏิบัติงานตามลำดับขั้นตอนในขณะที่ใช้งานก็ จำเป็นต้องคำนึงถึงลำดับขั้นตอนการปฏิบัติของคนและความสัมพันธ์กับเครื่องทั้งในกรณีปกติและกรณีฉุกเฉินเช่นขั้นตอนการบันทึกข้อมูลขั้นตอนการประมวลผลขั้นตอนการปฏิบัติเมื่อเครื่องมือชำรุดหรือข้อมูลสูญหายและขั้นตอนการ ทำสำเนาข้อมูลสำรองเพื่อความปลอดภัยเป็นต้นสิ่งเล่านี้ต้องมีการซักซ้อมมีการเตรียมการและการทำเอกสารคู่มือการใช้งานให้ชัดเจน



{พฤษภาคม 26, 2010}   Hello world!

Welcome to WordPress.com. This is your first post. Edit or delete it and start blogging!



et cetera
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.